วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เที่ยวเกาะสมุย วันแรกและวันที่สอง

บ่ายวันที่17กค.69 ออกเดินทางไปลำปาง ถึงลำปางค่ำน้องวิโรจน์มารับเข้าบ้านแพ็คยาช้าง เสร็จแล้วไปทานข้าวเย็นดื่มน้ำชากันที่บ้านหมอเด่นที่มีหมอถาวรรออยู่ก่อน น้องหวานเมียหมอเด่นบริการดีมาก ผมเอาของฝากให้หมอเด่นและหมอถาวรส่วนวิโรจน์ไม่ได้อยู่บ้านเลยแบ่งให้หมอช่วยหมดเลย สามทุ่มแยกย้ายเพราะผมกับวิโรจน์มีผโปรแกรมเดิน ทางแต่เช้า ผมอาบน้ำนอนบ้านรับรองของซิโรจน์  เช้า18กค.69 ออกไปเดินออกกำลังกายที่สวนสาธารณะเขลางค์นคร


อาหารเย็นบ้านหมอเด่น


ที่นอนบ้านรับรองน้องวิโรจน์
เดินออกกำลังกาย




ป้ายหน้าบ้านวิโรจน์ ชื่อลูกสาว น้องเวล น้องเช้า แปลกดี

นั่งจิบกาแฟข้างทางรถไฟสบตุ๋ย



แวะทานกลางวันที่พยุหะคีรี ร้ายก๋วยเตี๋ยวตี๋น้อย อร่อยมากครับ ไม่ผิดหวังที่ต้องวนรถเข้ามาอีกนิดหน่อย




มื้อเย็นไปเดินเชนทรัลปิ่นเกล้า หลังจากชื้อตั๋วที่ลมพระยาทัวร์เรียบร้อยแล้วเดินราวๆสองกิโลได้พอดีได้ออกกำลัง



ได้สติ๊กเกอร์สำหรับขึ้นรถทัวร์ไปชุมพรและเรือไปสมุย

อาหารเย๋นหรูๆในห้างเชนทรัลปิ่นเกล้า

ระหว่างแวะกลางทางระหว่างไปท่าเรือชุมพรเข้าห้องน้ำ
ระหว่างแวะกลางทางระหว่างไปท่าเรือชุมพรเข้าห้องน้ำงเขา   
ฝง

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เที่ยวมองโกเลียในวันสุดท้าย

 วันนี้เตรียมแพ็คกระเป๋าเก็บข้าวของที่ซื้อกันมาใส่ไว้ในกระเป๋าที่จวนๆจะแตกให้ได้  แล้วพากันไปขึ้นรถไปเที่ยวชม  อี้เค่อโอโบ (โอโบแปลว่าศาลเจ้า)  จะเป็นกองหินที่เป็นสัญญลักษณ์ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นธรรมชาติที่เป็นที่อยู่ของเทพเจ้า ตามความเชื่อของชาวมองโกลมีความสูงมากถึง 57.4 เมตรและยังตั้งอยู่บนจุดสูงสุดมากๆอีกตอนเราเดินไปจนรู้สึกว่าตัวเราช่าง เล็กจิ๊บจ้อยเหลือเกิน และพร้อมๆกับที่รู้สึกว่าเทพเจ้าช่างยิ่งใหญ่จริงๆ

ที่เหนือยอดของกองหินนี้มีสัญลักษณ์อาวุธ 3 ง่ามสีทองอร่ามคือสัญลักษณ์ของชาวมองโกเลีย นักรบในทุ่งหญ้า

คนที่มาที่นี่มาเพื่อทำความเคารพเทพเจ้า  เค้าจะเดินอย่างสำรวมขึ้นไปบนยอดแล้วเดินวนขวา 3 รอบ  และจะนำก้อนหินขึ้นมาวางเพิ่มไปบนกองหินมหึมานี้ด้วย  เพื่อจะได้มีพลังคุ้มครองผู้เดินทางและมีโชคลาภมาสู่ผู้ศรัทธาทุกปีที่นี่จะมีพิธีเซ่นไหว้เทพเจ้านี้ด้วย (ขอขอบคุณข้อมูลจากพี่แป้ว สัตหีบมากไปครับ)













ทุกๆปีจะมีกิจกรรม 3 กีฬาชายคือขี่ม้ายิงธนูและมวยปล้ำ เพื่อถวายเทพเจ้า

ที่รอบๆโอโบนี้จะมีคนนำผ้าสีฟ้ามาถวายมากมายสีฟ้าหมายถึงท้องฟ้าและความศักดิ์สิทธิ์

นึกถึงวันแรกที่เรามาถึงมองโกเลียใน  เค้าต้อนรับเราโดยการคล้องคอด้วยผ้าพันคอสีฟ้าแล้วก็ให้กินเหล้านมม้าด้วย  ยังจำได้

วันนี้เรารับประทานอาหารมื้อกลางวันส่งท้ายที่ภัตตาคารที่จัดเป็นกระโจมมองโกลอาหารอร่อยจัดเต็มเหมือนทุกมื้ออร่อยสุดยอดยิ่งมื้อที่เป็นมื้อที่เลี้ยงส่งพวกเรากลับบ้านด้วยจึงอร่อยเป็นพิเศษรอบบริเวณห้องเลี้ยงจัดตกแต่งเป็นกระโจมมองโกสวยงาม หลายกระโจม

ไปชมสวนปฏิมากรรมศิลปะเอเชียในบริเวณเดียวกับที่เรามาชมน้ำพุคังบาชีเมื่อวันก่อนแต่วันนั้นมาค่ำไปมองอะไรไม่เห็น  พอมาวันนี้กำลังบ่ายโมงแดดร้อนเปรี้ยงหลายคนบอกไม่ดูดีกว่า  แต่เราก็เดินไปหาประติมากรรมเอเชียกันหลายคน

แต่หาไม่เจอสักคนมันร้อนเกิน

รถมาจอดให้พวกเราแวะช้อปปิ้งกันที่ห้างใหญ่ใกล้สนามบินพวกเราหลายคนได้ซื้อเสื้อและรองเท้า

มองดูห้างใหญ่นี้แล้วกิจการค้าขายไม่คึกคักเลยไม่รู้คนไปไหนกันหมดมานึกว่าที่นี่มองโกเลียในไม่ใช่ฉงชิ่งหรือปักกิ่ง

ที่นี่เราเจอ นทท..ไทยชุดใหญ่ ที่เราเจอตอนขึ้นเครื่องพร้อมกันเมื่อขามาจึงเข้าใจว่าบริษัททัวร์นี้จัดมาพร้อมกัน 5 กลุ่มจาก 5         ตัวแทนขายและทุกคนทุกกลุ่มมาเครื่องบินเวียตเจ็ทลำเดียวกัน และวันนี้ก็จะกลับพร้อมกันหัวหน้าทัวร์เราเลยแอบกระซิบว่าถ้าเราไม่มีอะไรแล้วเรารีบไปให้ถึงสนามบินออโดสให้ไวๆกว่ากลุ่มอื่นดีกว่าเราจะได้คิวแรกที่จะเลือกที่นั่งแถวต้นๆได้

เราจึงได้มาถึงสนามบินก่อนกลุ่มอื่นเวลา 15:00 น  รอจนเวลา  22.45น.ที่เราต้องบินกลับบ้านแล้ว เครื่องแอร์เวียตเจ็ทก็ยังไม่มา สอบถามไปพบว่า เครื่องแอร์เวียตเจ็ตที่บริษัททัวร์นี้เหมาลำทั้งไปและกลับดีเลย์ เพิ่งออกจากกระบี่ และจะต้องแวะรับนทท.ไทยจากสุวรรณภูมิมาส่งที่โอดอสนี่ก่อน จึงจะรับเรากลับได้  

คืนนั้นเราเลยได้ขึ้นเครื่องเวลา 02.30น. และกลับถึงสุวรรณภูมิ ประมาณ 06.30น. เวลาไทย  นับว่าข้าไปแค่4ชม.เท่านั้น หุหุ

นึกว่าเวียตเจ็ทจะแจกน้ำสักหน่อย เจอแต่แห้ว..หุหุ

ข่วงที่เรานั่งเล่นกันที่สนามบินออโดส สังสันทน์กับกลุ่มอื่นๆที่มาและกลับลำเดียวกันนี้  ได้ความรู้มาว่า

เค้าซื้อทัวร์ที่รายการเที่ยวคล้ายๆกับเรา แต่ไม่เหมือนกัน ในราคาโปรไฟไหม้ แค่13,000.- เรามาราคา 25,000.-

ทำเอาเราสยองเพราะถูกกว่าเราตั้ง12,000.-

 มีรายการที่ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อดูแสดงม้า และขี่อูฐ รวม2รายการ ๆละ350 หยวน ของเราจ่ายรายการเดียว 350 หยวนค่าดูแสดงม้า

เค้าต้องจ่ายค่าทิปไกด์แลนด์และคนขับรถเพิ่มคนละ2500.- 

เราจ่ายคนละ2000.-

คืนที่เค้านอนที่กระโจม เป็นกระโจมเก่า มีประตูพังด้วยและการแสดงโชว์รอบกองไฟ เป็นอะไรที่ไม่สนุกเลย  การแสดงขี่ม้าผาดโผนไม่รู้จะอันเดียวกันมั้ย แต่เทอบ่นว่าไม่เร้าใจเลย

เรายังสงสัยว่า จะเป็นคนละแห่งกับที่เราพักและดูการแสดงรอบกองไฟตอนกลางคืน

 เช็คดูแล้ว กลุ่มนั้นน่าจะขี่อูฐที่ทะเลทรายคนละที่กับเรา  เทอบ่นว่าอูฐเหม็นสาปมาก แต่อูฐเราที่เสี่ยงชาวาน ขนนุ่ม ตอนโน้มตัวที่อูฐลุกขึ้นยืน จมูกไปชนคออูฐ รู้สึกได้เลยว่า อูฐตัวสะอาดมากไม่เหม็นเลย 

วันที่มาถึง เค้าต้องไปนั่งอยู่ในร้านขายของรัฐบาลทั้งวัน ไม่มีคนซื้อของก็โดนกักอยู่อย่างนั้น ต้องมีคนยอมซื้อจึงจะได้ออกมาไปเข้าร้านอื่นๆต่อไป

ฟังดูแล้ว ไม่อิจฉาเค้าเลยที่มาราคาถูกกว่าเราตั้งหมื่นกว่า 

เราคิดว่า โปรที่เอามาปล่อยเป็นโปรไฟไหม้นั้นเป็นการขายถูกเพื่อมาช่วยค่าเรือบินที่เหมาลำมา และรายการที่พาไปมักเป็นรายการทัวร์คุณภาพรอง

ที่เล่าเรื่องนี้ เพื่อเป็นความรู้ให้พวกเราว่า ของถูกไม่ดี ของดีไม่ถูก เราโชคดีแล้วที่เราได้รับบริการที่ดีที่สุดแล้วตั้งแต่ที่พัก อาหาร สถานที่เที่ยว  ไกด์แลนด์และหัวหน้าทัวร์ไทยคุณภาพคับแก้วรายการเที่ยวราบรื่นตั้งแต่ต้นจนจบ..

ต้องขอบคุณสำหรับโอกาสดีๆเช่นนี้นะคะ

และรู้สึกยินดี ที่ได้มีโอกาสรู้จักชาวอุดร และชาวเชียงราย ที่น่ารักทุกคน  หวังว่าเราจะมีโอกาสพบกันอีก  ไปเที่ยวใหนชวนกันด้วยนะคะ  จะได้กินข้าวโต๊ะเดียวกันสักทีค่ะ...

ขอให้พี่น้องทุกท่าน มีความสุข สุขภาพร่างกายแข็งแรง อายุยืนยาว ใช้เวลาทองช่วงนี้ให้คุ้มค่ากันนะคะ..

จนกว่าจะได้พบกันใหม

วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เที่ยวมองโกเลียใน วันที่ 5 (21 กรกฎาคม 2569)

วันนี้เราจะนั่งกระเช้าไฟฟ้าขึ้นไปชมทะเลทรายในมุมสูงชื่อทะเลทรายเสี่ยงซาวาน(ขอขอบคุณข้อมูลจากพี่แป้ว สัตหีบมากไปครับ)














ทะเลทรายชื่อเรียกยากนี้เป็นส่วนหนึ่งของทะเลทรายคู่ปู้ฉีที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 7 ของจีนเราเห็นแซนด์ดูนสีทองโค้งไล่กันอย่างงดงามมีกิจกรรมหลายอย่างบนทะเลทรายมีทั้งขี่อูฐนั่งรถไฟขี่รถออฟโรดสไลเดอร์ทรายแถมยังมีเกาะ เขาเรียกว่าเกาะเป็นเกาะที่มีกิจกรรมมากมายชื่อเกาะเยว์ซาเขาทำเป็นศูนย์ความบันเทิงกิจกรรมทางน้ำให้เล่นมีสระว่ายน้ำขนาดยักษ์ว่ายน้ำ  เหมือนที่สวนสยามบ้านเรามีการสร้างปราสาทหอคอยทรายไว้มากมายให้เป็นที่ถ่ายรูปและเด็กๆเล่นกันดูยังไงก็ไม่น่าสนุกและยังต้องเสียเงินเพิ่มด้วย

เราสวผู้กล้าหาญเลยเลือกแค่ขี่อูฐและสไลด์เดอร์ทราย ปลอดภัย ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

ตอนเข้าแถวกันมาเตรียมขึ้นขี่อูฐพอถึงคิวเรา  คนจูงอูฐช่วยประคองแป๊วขึ้นหลังอูฐคงคิดว่าเราชรามากจะมาตกอูดตายที่จีนให้เสียชื่อหรือว่าเป็นเพราะเห็นอูฐมาทั้งวันพอเห็นแป๊วเข้าเลยนึกว่าเป็นอูฐสาวซะก็ไม่รุ  แทบจะประคองขึ้นหลังอูฐกันเลยเสียชื่อจริงๆเขาหารู้ไม่ว่าแป้วขี่อูฐมาแล้วทั้งอูฐราชาสถานและอูฐอาหรับ..หุ หุ

การได้ขี่อูฐเป็นอะไรที่สดชื่นจริงๆเขาจูงให้เดินสวนกันไปสวนกันมากับขบวนอื่นๆเห็นเป็นแนวโค้งบนทรายสีทอง  สุดแสนจะโรแมนติกถ้าหากเป็นช่วงพลบค่ำเราจะได้เห็นเงาของขบวนอูฐสีดำบนทรายสีทองยิ่งจะต้องฟินสุดๆ

งานนี้ไกด์แสตมป์อุตส่าห์ซื้อรองเท้าบูทผ้าสีส้มมาฝากพวกเรากันทุกคนทำให้สามารถเดินไปไหนมาไหนบนทะเลทรายได้สะดวกสบายจริงๆ

หลังจากได้ขี่อูฐ เล่นสไลเดอร์ทราย ได้ถ่ายรูปวิวงามๆของทะเลทรายกันจนสะใจแล้ว พวกเราพากันนั่งกระเช้าไฟฟ้ากลับลงมาถึงพื้นดิน

เรายังต้องเดินทางอีกนานกว่าจะเข้าเมือง

วันนี้เดินทางไปกลับหลายชั่วโมงเลยได้เที่ยวๆได้เที่ยวแค่ที่เดียวที่ทะเลทรายนี้เท่านั้นแต่ก็สนุกกันมากมายคุ้มจริงๆ
















เนื่องจากวันนี้มีเรื่องให้โม้น้อยเลยจะมีเรื่องโม้แถมให้ฟังเพราะมีคนสนใจอยากรู้ประวัติศาสตร์

มองโกเลียเลยจะเล่าคร่าวๆว่าในค.ศ 1206 ชาวมองโกเลียนำโดยเตมูจินนักรบบนหลังม้าผู้เก่งกาจ อาศัยเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนที่ทุ่งหญ้าสเต็ปแถบเอเชียกลาง รวบรวมพรรคพวกเผ่าเล็กเผ่าน้อยเป็นปึกแผ่นขยายอาณาเขตของตนออกจากทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์  ยึดครองไปจนถึงยุโรปตะวันออก รัสเซีย ตะวันออกกลาง  จีนตอนเหนือ(ในสมัยราชวงศ์จิน)ได้ฉายาว่า เจงกิสข่านผู้พิชิต

พอมาถึงกุบไลข่าน ผู้เป็นหลานยิ่งเก่งกว่าปู่อีก แผ่อาณาเขตไปทางตะวันตกถึงโปแลนด์ ฮังการี พิชิตจีนตอนใต้ได้สำเร็จ (ตรงสมัยราชวงศ์ซ่ง) เท่ากับสามารถปกครองจีนได้ทั้งประเทศ จึงตั้งราชวงศ์หยวนขึ้นปกครองจีนทั้งประเทศ

ต่อมาขยายอำนาจออกไปทางทะเลด้วย จนถึงญี่ปุ่น เกาหลี และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (เวียตนาม พม่า ชวา) มายังไม่ถึงประเทศไทย ก็หยุดซะเฉยๆ เพราะนักรบทะเลทรายไม่คุ้นกับการรบทางทะเลน้ำ  

ชาวมองโกล ปกครองจีนอยู่ถึง300ปี   ภายหลังมีเรื่องราวขัดแย้งกระทบกระทั่งกันมากมายกับชาวแมนจูเรีย(ผู้อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ดูแผนที่ประเทศจีน แมนจูเรียคือบริเวณที่เป็นหัวและคอไก่ของแผนที่รูปไก่ของจีนปัจจุบัน คือเขตของมณฑลเฮยหลงเจียง มณฑลจี๋หลิน และมณฑลเหลียนหนิง ในแผนที่ปัจจุบัน)

แมนจูเรียผู้อยู่กันในแถบดังกล่าว(ไม่ได้เป็นประเทศแมนจู แต่เรียกว่าแมนจูกั๊ว )ใช้เทคนิคการต่อสู้หลายอย่างบรรยายไม่ไหว  

ประเทศจีนขณะนั้น ในคศ.1635 ฮ่องเต้จีนราชวงศ์หยวนชื่อหลิงต้านข่าน ไม่เก่งเหมือนบรรพบุรุษ ก็เสียรู้แก่ชาวแมนจู (ไม่ได้รบกันยิ่งใหญ่เหมือนสมัย เจงกีสข่าน และกุบไลข่านเลย)

อาณาจักรจีนที่ชาวมองโกลรวบรวมไว้ได้ด้วยการรบพุ่งจึงเปลี่ยนฮ่องเต้เป็นชาวแมนจู ชื่อฮ่องเต้ หวงไท่จี้  คนแรกของราชวงศ์ชิง  

(นึกถึงเพลงปลุกใจของทหารเรือไทย ที่ว่า....อีกสามร้อยปี ก็ไม่มีใครจะเห็น.. นับว่าสมบัติผลัดกันชมแทร่ๆ)

ราชวงศ์ชิง ก็ปกครองจีนเรื่อยมาจน  12กพ.คศ.1912 ฮ่องเต้ผู่อี้ (หรือปูยี) ก็สละราชสมบัติ เป็นอันสิ้นสุดระบอบกษัตริย์ของจีน

(หลังจากที่มหาอำนาจจากตะวันออก เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการค้าของจีน เกิดกบฏไท่ผิง สงครามฝิ่น.ฯลฯ..ที่เคยเล่าไว้แล้วในทริปเซี่ยงไฮ้.. ระวังข้อสอบจะออกนะ) 

ปล.ลืมเล่าว่า เจงกีสข่านมองการณ์ไกลมาก  หาคนมากำหนดภาษาเขียน ขึ้นมา เพื่อใช้ในกลุ่มคนมองโกลด้วยกัน

 เรียกว่าภาษาอุยกูร์ ซื่งเราเข้าใจเอาเองว่า อุยกูร์แปลว่าชนที่มีเชื้อสายอิสลาม

ที่แท้เจงกิสข่าน ไม่ได้นับถืออิสลาม เค้านับถือเทพเจ้าบนท้องฟ้าและภูติผีเหมือนชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทรายมาตั้งแต่โบราณ

แม้จะบุกโจมตีประเทศมุสลิมทางตะวันออกกลางมามากมาย ก็เพื่อการขยายดินแดน  ไม่ใช่เหตุผลทางศาสนาเลย

ภาษาอุยกูร์ที่เจงกีสข่านให้บัญญัติขึ้น ยังใช้ได้จนปัจจุบันในจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือในมองโกเลีย ไปที่ใหนมีภาษาจีนกลาง(ที่เมาเซตุงให้บัญญัติขึ้นใช้เหมือนกันทั้งประเทศจีน) ต้องมีภาษาอุยกูร์กำกับไว้ตลอด

มาถึงวันนี้ จีนจะไม่ยอมใครง่ายๆอีกแล้ว  จีนรบกันเองไม่เสียหายเท่าที่โดนฝรั่งรังแก

สีจิ้นผิงยังเคยกล่าวว่า จะเรียนรู้ปวศ.จีน ต้องดูที่เซี้ยงไฮ้ เพราะจีนโดนชาติตะวันตกรังแกมามากมายที่นั่นอย่างน่าเจ็บช้ำที่สุด

ส่วนพวกเรา..ในฐานะนักท่องเที่ยว เที่ยวจีนมาหลายปี จะเห็นได้ว่าประเทศใหนมีจุดเด่นอะไร จีนจะตามทัน ทั้งหมด เพราะเค้าไม่ต้องการให้คนจีนออกไปใช้เงินนอกบ้าน เค้าสร้างไว้ให้คนจีนกับคนไทยอย่างเราๆเที่ยวกันเอง

ที่ท่องเที่ยวในจีน เราจะเห็นว่า เค้า สร้าง ดัดแปลง พัฒนา ขึ้นมาใหม่เกือบทั้งสิ้น เพราะจีนมีทั้ง ความคิดสร้างสรรค์ เงินทุน เทคโนโลยี่  พื้นที่กว้างใหญ่ ประวัติศาสตร์อันน่าสนใจ  การปกครองที่พัฒนามาจากระบบของเมาเซตุง คือคอมมิวนิสต์กึ่งเผด็จการ และงบประมาณมากมาย ที่เอื้้อให้จีนพัฒนาได้เร็วอย่างไร้ขีดจำกัด

เราผู้ชราแล้ว ชอบเที่ยว  ชื่นชมลัทธิสุขนิยม  เราก็เที่ยวจีนไปเรื่อยๆ อย่าไปสนใจนักว่ามัน จริงหรือหลอก 

เราน่าจะเที่ยวได้ทุกเดือน เพราะเวลาเหลือน้อยเต็มที  ไม่ต้องยุ่งยากขอวีซ่า และไม่แพง (ถ้าแพงเราไม่ไป 555)

จบแค่นี้  แต่ทริปนี้ยังไม่จบ รอติดตามต่อ ยังเหลืออีก2วันน๊า..