วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เที่ยวมองโกเลียในวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2569 วันที่ 5 อังคารที่ 21 กรกฎาคม 2569

วันนี้เราจะนั่งกระเช้าไฟฟ้าขึ้นไปชมทะเลทรายในมุมสูงชื่อทะเลทรายเสี่ยงซาวาน





























ทะเลทรายชื่อเรียกยากนี้เป็นส่วนหนึ่งของทะเลทรายคู่ปู้ฉีที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 7 ของจีนเราเห็นแซนด์ดูนสีทองโค้งไล่กันอย่างงดงามมีกิจกรรมหลายอย่างบนทะเลทรายมีทั้งขี่อูฐนั่งรถไฟขี่รถออฟโรดสไลเดอร์ทรายแถมยังมีเกาะ เขาเรียกว่าเกาะเป็นเกาะที่มีกิจกรรมมากมายชื่อเกาะเยว์ซาเขาทำเป็นศูนย์ความบันเทิงกิจกรรมทางน้ำให้เล่นมีสระว่ายน้ำขนาดยักษ์ว่ายน้ำ  เหมือนที่สวนสยามบ้านเรามีการสร้างปราสาทหอคอยทรายไว้มากมายให้เป็นที่ถ่ายรูปและเด็กๆเล่นกันดูยังไงก็ไม่น่าสนุกและยังต้องเสียเงินเพิ่มด้วย

เราสวผู้กล้าหาญเลยเลือกแค่ขี่อูฐและสไลด์เดอร์ทราย ปลอดภัย ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

ตอนเข้าแถวกันมาเตรียมขึ้นขี่อูฐพอถึงคิวเรา  คนจูงอูฐช่วยประคองแป๊วขึ้นหลังอูฐคงคิดว่าเราชรามากจะมาตกอูดตายที่จีนให้เสียชื่อหรือว่าเป็นเพราะเห็นอูฐมาทั้งวันพอเห็นแป๊วเข้าเลยนึกว่าเป็นอูฐสาวซะก็ไม่รุ  แทบจะประคองขึ้นหลังอูฐกันเลยเสียชื่อจริงๆเขาหารู้ไม่ว่าแป้วขี่อูฐมาแล้วทั้งอูฐราชาสถานและอูฐอาหรับ..หุ หุ

การได้ขี่อูฐเป็นอะไรที่สดชื่นจริงๆเขาจูงให้เดินสวนกันไปสวนกันมากับขบวนอื่นๆเห็นเป็นแนวโค้งบนทรายสีทอง  สุดแสนจะโรแมนติกถ้าหากเป็นช่วงพลบค่ำเราจะได้เห็นเงาของขบวนอูฐสีดำบนทรายสีทองยิ่งจะต้องฟินสุดๆ

งานนี้ไกด์แสตมป์อุตส่าห์ซื้อรองเท้าบูทผ้าสีส้มมาฝากพวกเรากันทุกคนทำให้สามารถเดินไปไหนมาไหนบนทะเลทรายได้สะดวกสบายจริงๆ

หลังจากได้ขี่อูฐ เล่นสไลเดอร์ทราย ได้ถ่ายรูปวิวงามๆของทะเลทรายกันจนสะใจแล้ว พวกเราพากันนั่งกระเช้าไฟฟ้ากลับลงมาถึงพื้นดิน

เรายังต้องเดินทางอีกนานกว่าจะเข้าเมือง

วันนี้เดินทางไปกลับหลายชั่วโมงเลยได้เที่ยวๆได้เที่ยวแค่ที่เดียวที่ทะเลทรายนี้เท่านั้นแต่ก็สนุกกันมากมายคุ้มจริงๆ

เนื่องจากวันนี้มีเรื่องให้โม้น้อยเลยจะมีเรื่องโม้แถมให้ฟังเพราะมีคนสนใจอยากรู้ประวัติศาสตร์

มองโกเลียเลยจะเล่าคร่าวๆว่าในค.ศ 1206 ชาวมองโกเลียนำโดยเตมูจินนักรบบนหลังม้าผู้เก่งกาจ อาศัยเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนที่ทุ่งหญ้าสเต็ปแถบเอเชียกลาง รวบรวมพรรคพวกเผ่าเล็กเผ่าน้อยเป็นปึกแผ่นขยายอาณาเขตของตนออกจากทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์  ยึดครองไปจนถึงยุโรปตะวันออก รัสเซีย ตะวันออกกลาง  จีนตอนเหนือ(ในสมัยราชวงศ์จิน)ได้ฉายาว่า เจงกิสข่านผู้พิชิต

พอมาถึงกุบไลข่าน ผู้เป็นหลานยิ่งเก่งกว่าปู่อีก แผ่อาณาเขตไปทางตะวันตกถึงโปแลนด์ ฮังการี พิชิตจีนตอนใต้ได้สำเร็จ (ตรงสมัยราชวงศ์ซ่ง) เท่ากับสามารถปกครองจีนได้ทั้งประเทศ จึงตั้งราชวงศ์หยวนขึ้นปกครองจีนทั้งประเทศ

ต่อมาขยายอำนาจออกไปทางทะเลด้วย จนถึงญี่ปุ่น เกาหลี และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (เวียตนาม พม่า ชวา) มายังไม่ถึงประเทศไทย ก็หยุดซะเฉยๆ เพราะนักรบทะเลทรายไม่คุ้นกับการรบทางทะเลน้ำ  

ชาวมองโกล ปกครองจีนอยู่ถึง300ปี   ภายหลังมีเรื่องราวขัดแย้งกระทบกระทั่งกันมากมายกับชาวแมนจูเรีย(ผู้อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ดูแผนที่ประเทศจีน แมนจูเรียคือบริเวณที่เป็นหัวและคอไก่ของแผนที่รูปไก่ของจีนปัจจุบัน คือเขตของมณฑลเฮยหลงเจียง มณฑลจี๋หลิน และมณฑลเหลียนหนิง ในแผนที่ปัจจุบัน)

แมนจูเรียผู้อยู่กันในแถบดังกล่าว(ไม่ได้เป็นประเทศแมนจู แต่เรียกว่าแมนจูกั๊ว )ใช้เทคนิคการต่อสู้หลายอย่างบรรยายไม่ไหว  

ประเทศจีนขณะนั้น ในคศ.1635 ฮ่องเต้จีนราชวงศ์หยวนชื่อหลิงต้านข่าน ไม่เก่งเหมือนบรรพบุรุษ ก็เสียรู้แก่ชาวแมนจู (ไม่ได้รบกันยิ่งใหญ่เหมือนสมัย เจงกีสข่าน และกุบไลข่านเลย)

อาณาจักรจีนที่ชาวมองโกลรวบรวมไว้ได้ด้วยการรบพุ่งจึงเปลี่ยนฮ่องเต้เป็นชาวแมนจู ชื่อฮ่องเต้ หวงไท่จี้  คนแรกของราชวงศ์ชิง  

(นึกถึงเพลงปลุกใจของทหารเรือไทย ที่ว่า....อีกสามร้อยปี ก็ไม่มีใครจะเห็น.. นับว่าสมบัติผลัดกันชมแทร่ๆ)

ราชวงศ์ชิง ก็ปกครองจีนเรื่อยมาจน  12กพ.คศ.1912 ฮ่องเต้ผู่อี้ (หรือปูยี) ก็สละราชสมบัติ เป็นอันสิ้นสุดระบอบกษัตริย์ของจีน

(หลังจากที่มหาอำนาจจากตะวันออก เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการค้าของจีน เกิดกบฏไท่ผิง สงครามฝิ่น.ฯลฯ..ที่เคยเล่าไว้แล้วในทริปเซี่ยงไฮ้.. ระวังข้อสอบจะออกนะ) 

ปล.ลืมเล่าว่า เจงกีสข่านมองการณ์ไกลมาก  หาคนมากำหนดภาษาเขียน ขึ้นมา เพื่อใช้ในกลุ่มคนมองโกลด้วยกัน

 เรียกว่าภาษาอุยกูร์ ซื่งเราเข้าใจเอาเองว่า อุยกูร์แปลว่าชนที่มีเชื้อสายอิสลาม

ที่แท้เจงกิสข่าน ไม่ได้นับถืออิสลาม เค้านับถือเทพเจ้าบนท้องฟ้าและภูติผีเหมือนชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทรายมาตั้งแต่โบราณ

แม้จะบุกโจมตีประเทศมุสลิมทางตะวันออกกลางมามากมาย ก็เพื่อการขยายดินแดน  ไม่ใช่เหตุผลทางศาสนาเลย

ภาษาอุยกูร์ที่เจงกีสข่านให้บัญญัติขึ้น ยังใช้ได้จนปัจจุบันในจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือในมองโกเลีย ไปที่ใหนมีภาษาจีนกลาง(ที่เมาเซตุงให้บัญญัติขึ้นใช้เหมือนกันทั้งประเทศจีน) ต้องมีภาษาอุยกูร์กำกับไว้ตลอด



มาถึงวันนี้ จีนจะไม่ยอมใครง่ายๆอีกแล้ว  จีนรบกันเองไม่เสียหายเท่าที่โดนฝรั่งรังแก

สีจิ้นผิงยังเคยกล่าวว่า จะเรียนรู้ปวศ.จีน ต้องดูที่เซี้ยงไฮ้ เพราะจีนโดนชาติตะวันตกรังแกมามากมายที่นั่นอย่างน่าเจ็บช้ำที่สุด


ส่วนพวกเรา..ในฐานะนักท่องเที่ยว เที่ยวจีนมาหลายปี จะเห็นได้ว่าประเทศใหนมีจุดเด่นอะไร จีนจะตามทัน ทั้งหมด เพราะเค้าไม่ต้องการให้คนจีนออกไปใช้เงินนอกบ้าน เค้าสร้างไว้ให้คนจีนกับคนไทยอย่างเราๆเที่ยวกันเอง


ที่ท่องเที่ยวในจีน เราจะเห็นว่า เค้า สร้าง ดัดแปลง พัฒนา ขึ้นมาใหม่เกือบทั้งสิ้น เพราะจีนมีทั้ง ความคิดสร้างสรรค์ เงินทุน เทคโนโลยี่  พื้นที่กว้างใหญ่ ประวัติศาสตร์อันน่าสนใจ  การปกครองที่พัฒนามาจากระบบของเมาเซตุง คือคอมมิวนิสต์กึ่งเผด็จการ และงบประมาณมากมาย ที่เอื้้อให้จีนพัฒนาได้เร็วอย่างไร้ขีดจำกัด

เราผู้ชราแล้ว ชอบเที่ยว  ชื่นชมลัทธิสุขนิยม  เราก็เที่ยวจีนไปเรื่อยๆ อย่าไปสนใจนักว่ามัน จริงหรือหลอก 

เราน่าจะเที่ยวได้ทุกเดือน เพราะเวลาเหลือน้อยเต็มที  ไม่ต้องยุ่งยากขอวีซ่า และไม่แพง (ถ้าแพงเราไม่ไป 555)


จบแค่นี้  แต่ทริปนี้ยังไม่จบ รอติดตามต่อ ยังเหลืออีก2วันน๊า..

วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เที่ยวมองโกเลียในวันที่ 4 20 กรกฎาคม 2569



























































































1 วันนี้เราจะออกจากเมืองออโดส ไปเที่ยวชมหุบเขาแม่น้ำฮวงโหเหล่าเนี่ยวว่าน  เส้นทางสายนี้ผ่านทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาตลอดทาง เป็นเส้นทางประวัติศาสตร์ของคนสำคัญอย่างลิโป้ ขุนทวนรูปหล่อแห่งสามก๊ก มีบ้านเกิดอยู่แถบนี้  หวังเจาจิน หนึ่งในสี่สุดยอดพธูงามแห่งจีน ก็เดินทางผ่านเส้นทางนี้ เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีไปแต่งงานกับฮ่องเต้เผ่าซยงหนู จะได้ไม่รบกัน  ตอนที่ผ่านมาตรงนี้แหละ ที่นกบินผ่านมาเจอเทอเข้า ตลึงจนลืมขยับปีก ตกลงมาตุยเฉยเลย  (4ยอดพธูจีนคือ ไซซี ฉายามัจฉาจมวารี

 หวังเจาจิน ฉายา ปักษีตกนภา

  เตียวเสี้ยน ฉายา จันทร์หลบโฉมสุดา

หยางกุ้ยเฟย  ฉายา มวลผกาละอายนาง

ถ้าใครอยากรู้ว่า แต่ละนางงามแค่ใหน ความเป็นมาอย่างไร หรืออาภัพขนาดใหน วันหลังค่อยเล่ากันใหม่)

วันนี้พูดถึงหวังเจาจินแล้ว ก็จะเล่าแค่ว่า สาวงามโบราณของจีนจะงามได้ขนาดไหนขึ้นอยู่กับเกณฑ์นิยมดังนี้

ผมยาวพริ้วเหมือนต้นหลิว

จมูกเหมือนนกแก้ว

ริมฝีปากเล็กๆจิ้มลิ้มเหมือนลูกเชอรี่

รูปหน้ามนเรียวเหมือนไข่ห่าน(หรือเม็ดกวยจี๊ก็ได้)

คอยาวเหมือนนกกระสา

จะงามได้ขนาดใหนก็แล้วแต่จะมโนเอา 

ทางใครทางมัน


แม่น้ำฮวงโห ยาวเป็นที่สองของจีน และเป็นอันดับ6ของโลกมีกำเนิดมาจากภูเขายันฮาร์ในมณฑลชิงไห่ทางทิศตะวันตกของจีนและไหลผ่านออกไปทางตะวันออกผ่านมณฑลต่างๆถึง 9 มณฑลแล้วไปออกสู่ทะเลทางทิศตะวันออกของจีนที่เมืองตงอินมณฑลชานตง

ตรงนี้จะเป็นจุดบรรจบของน้ำจืดจากแม่น้ำเหลืองและน้ำเค็มจากทะเลโป๋ไห่เห็นรอยต่อสีน้ำอย่างชัดเจนวันหลังพวกเราไปดูกัน

แม่น้ำฮวงโหจะมีสีน้ำเป็นสีเหลืองเนื่องจากพัดพาดินตะกอนที่มีแร่ธาตุที่เหมาะแก่การเพาะปลูกจำพวกข้าวฟ่างที่เป็นพืชธัญญาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง  ที่เราได้กินที่เมืองจีนนี้กันแทบทุกวัน  เรายังซื้อข้าวฟ่างจากชาวบ้านที่เอามานั่งขายข้างถนนติดมือมาเมืองไทยด้วย2กก. เพราะดูแล้วสีเหลืองสวยกว่าข้าวฟ่างบ้านเรา


เรามาถึงแม่น้ำฮวงโห กินอาหารมื้อกลางวันกันก่อน จึงพากันลงไปชมแม่น้ำกันมองเห็นแม่น้ำเหลืองจากบนตลิ่งสูงอยู่ลึกลงไปในหุบเขามากและมีหน้าผาล้อมรอบอีก  หากถ้าเราจะดูแม่น้ำฮวงโหให้ใกล้ๆเราต้องเดินลงบันไดไม้ไปประมาณหลายร้อยขั้นเพื่อชื่นชมธรรมชาติของแม่น้ำฮวงโหอย่างใกล้ชิด  ขากลับค่อยคิดกันใหม่ว่าจะปีนขึ้นไปไหวมะ


แม่น้ำเหลืองจะไหลคดเคี้ยวไปตามช่องเขาเหมือนโตรกผาขนาดใหญ่คล้ายfyordแถบยุโรป ดูสวยงาม สงบเงียบดีจริงๆ เมื่อเทียบแม่น้ำสีเหลืองกับหน้าผาสูงชันสีแดงแล้ว  นึกไม่ออกว่า เวลาหน้าน้ำหลาก จนได้ฉายาแม่น้ำวิปโยคมา คุณนายฮวงโหนี้จะดุดันกราดเกรี้ยวได้เพียงใด

หลังจากชมความงามของฮวงโหแล้ว เราต้องเดินย้อนกลับขึ้นไปบนตลิ่งสูงหลายร้อยขั้น  แต่จีนเค้าทำบันไดเลื่อนไว้เป็นสามระยะ ระยะหนึ่งประมาณหนึ่งร้อยขั้นให้สว.ได้เลื่อนขึ้นไปโดยไม่ต้องปวดเข่า แถมได้หันหน้าหันหลังชมวิวงามได้ตลอดทางด้วย

ยังนึกไม่ออกว่า ถ้าหน้าฝนหรือหน้าหนาวมีน้ำมีหิมะคลุมบันไดเลื่อน มันจะขึ้นสนิม   หรือไฟฟ้ามันจะดูดนักท่องเที่ยวมั้ยนั่น เพราะยังไม่เคยเห็นใครทำบันไดเลื่อนไฟฟ้าท้าแดดท้าลมเหมือนอย่างนี้สักแห่ง..สุดยอดจีนจริงๆ


2. เดินทางมาถึงเมืองฮูฮอต เมืองหลวงของมองโกเลียใน ดูตึกรามบ้านช่องแล้วยังใหญ่โตสวยงามไม่เท่าเมืองออโดส   มาชมเจดีย์เป่าเอ่อฮั่นกัน เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่แล้วเสร็จ ปี2008นี้เอง เป็นเจดีย์พุทธแบบทิเบต สีขาวและทององค์มหึมา ขนาดจะเล็กกว่าพระปฐมเจดีย์บ้านเราเล็กน้อยภายในบรรจุพระสารีริกธาตุพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ มีคัมภีร์โบราณทางพุทธบรรจุอยู่ด้วย  เราเห็นผู้คนจำนวนมากเดินสำรวมวนขวารอบเจดีย์ พวกเราเลยเดินไปกับเค้าด้วย ได้คนละ1รอบ จะทำทักษิณาวัตรบูขาพระพุทธเจ้าสัก3รอบ ก็ไม่ไหว เพราะแดดร้อนมากแม้จะบ่ายจัดแล้วก็ตาม

รอบๆบริเวณเจดีย์เป่าเอ่อฮั่นนี้ยังมีวัดและสถานที่สำคัญๆอีกหลายแห่ง แต่เราไม่ได้แวะชม 


3  ถนนคนเดินแห่งเมืองฮูฮอต  ตลอดรายทางจะเห็นเค้าขายโยเกิร์ตกันแทบทุกร้าน เพราะโยเกิร์ตทำเอง ของมองโกเลียอร่อยและคุณภาพเป็นที่1ของโลกจริงๆ ความที่เค้าอยู่ในทุ่งหญ้ามีวัวและรีดนมเอง กินโยเกิร์ตเป็นอาหารหลัก จึงชำนาญการทำ  เดี๋ยวนี้พัฒนาเป็นพุดดิ้งโยเกิร์ตทั้งนิ่มนวล ทั้งรสชาติหอมมัน ใครกินแล้วติดใจทุกคน ซื้อกลับบ้านกันเป็นแถว

เราเดินจนเจอร้านขายผลไม้อบแห้ง  ได้เม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่วแห้งเม็ดใหญ่มาก  ถั่วปากอ้าทอด แอพปริคอดแห้ง อย่างละ  อี้จิ้น 5อย่าง โหงวจิ้นจ่ายไป 100หยวน  ดีใจกันใหญ่ที่ได้ของถูก

แป๊บเดียวมาเฉลียวใจ..ที่แท้ 1อี้จิ้น ไม่ใช่1กก.บ้านเรา แต่คือ 500กรัม คือ ครึ่งกก.ไทย

เสียรู้พี่จีนจนได้..555

กลับโรงแรมนอนดีกว่า..